วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นิสัยแต่ละกรุ๊ป

เรามาดูกันดีกว่ากรุ๊ปแต่ละกรุ๊ปนิสัยยังไง
(เอ๊ะ!! กรุ๊ปโอเนี่ยดีที่สุดแล้ว อิอิ)
เริ่มละนะ
A คนกรุ๊ปเลือดเอ ผู้ไม่ชอบทะเลาะกับใคร

อันบุคคลที่มีเลือดกรุ๊ป เอ นั้น เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จึงไม่ค่อยโต้เถียง หรือแสดงความคิดเห็นขัดแย้งกับใคร เพราะเชื่ออยู่เสมอว่าความคิดของตนถูกต้องแล้ว จึงไม่ต้องไปขอความคิดเห็นจากใครอีก แต่ยังดีที่คนกรุ๊ปเลือด เอ ส่วนมากจะเป็นคนเอาใจเก่งเห็นใจ และตามใจคนอื่นเสมอ ดังนั้นโอกาสที่จะพบว่าเขาไปทำให้ขุ่นข้องหมองใจนั้นจึงไม่ค่อยได้ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก แต่คนกรุ๊ปเลือด เอ ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ตรงที่เป็นคนขาดความคิดริเริ่ม

ซึ่งหากเป็นชายที่บังเอิญได้หญิงฉลาด ทำงานเก่ง มาเป็นคู่ครอง ฝ่ายหญิงจะรู้สึกผิดหวังในตัวเขาอยู่บ้าง แต่สำหรับชาวกรุ๊ปเลือด เอ ที่เป็นหญิงแล้ว ลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ก็อาจจะเป็นผลดีสำหรับเธอ เพราะทำให้เธอกลายเป็นแม่ศรีเรือน ถนัดในการดูแลบ้านช่อง ปรนนิบัติสามี อบรมบุตรหลาน เรียกว่า เพรียบพร้อมคุณสมบัติของความเป็นแม่บ้าน นั่นแหละ

แต่มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง สำหรับหญิงเลือดกรุ๊ป เอ นั่นก็คือ ในเวลาที่หัวใจของเธอมีความรักนั้น เธอจะรักชนิดทุ่มเทให้หมด ทั้งสี่ห้องหัวใจเลยทีเดียว แต่ถ้าเมื่อใดที่น้ำผึ้งเปลี่ยนรสจากหวานกลายเป็นขม เธอก็พร้อมที่จะสลัดคุณออกไปจากหัวใจ อย่างคนที่มีความเข้มแข็ง เพราะสำหรับเธอแล้ว ให้เจ็บปวดปางตายเสียยังจะดีกว่าต้องมางอนง้อ ขอให้ใครเมตตาสงสารนอกจากเป็นคนมีอารมณ์รุนแรงแล้ว สตรีเลือดกรุ๊ป เอ ยังเป็นคนที่รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวชนิดสาวสวยสมัยใหม่อยู่เสมอ แถมยังมีรสนิยมดีซะด้วย คือ สวยอย่างคนมีระดับ ว่างั้นเถอะ


B คนกรุ๊ปเลือด บี มีนิสัยร่าเริงเป็นสัญลักษณ์

ตามตำราท่านว่า ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป บี นั้น จะเป็นบุคคลที่พร้อมจะหัวเราะได้ทุกเวลา เพราะมีนิสัยร่าเริง รักอิสระเสรี ตามใจตัวเอง ไม่แคร์ต่อสายตาประชาชี ใครจะหมั่นไส้ ใครจะค้อนก็ช่าง ฉันพอใจเสียอย่าง ใครจะทำไม เพราะฉะนั้น คนกรุ๊ปเลือดบี จึงชอบทำงานประเภท "วันแมนโชว์" คือไม่นิยมเข้าหุ้นกับใคร ลักษณะนิสัยของคนกรุ๊ปเลือดบี นั้นสามารถจะเป็นศิลปิน นักประพันธ์ หรือผู้สื่อข่าวที่ประสบความสำเร็จได้ หรือหากจะทำงานในองค์การใหญ่ โอกาสเป็นผู้บริหารก็มีมาก ทั้งนี้ก็เพราะเขาเป็นคนเด็ดเดี่ยว ใจกว้าง และกล้าแสดงความคิดเห็น อย่างไม่หวั่นเกรงผู้ใด

ผู้ชายในกรุ๊ปเลือดบี จะเป็นคนประเภท สังคมเก่ง มีเพื่อนหญิงเป็นโหล ๆ แต่อย่าคิดว่า เขาเป็นคนไม่จริงจังกับความรักล่ะ เขาจริงจังมาก แต่เสียนิดเดียว คือเขาจะจริงจังไปหมดเสียทุกคน นี่สิถึงจะเป็นปัญหา

ส่วนผู้หญิงที่มีเลือดกรุ๊ปบีนั้น ก็เก่งไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกัน คือ หัวใจไม่เคยว่าง ชอบเข้าสังคม ไม่แคร์เสียงนกเสียงกา แต่ถ้าเธอลองปักใจรักใครเข้าสักคนละก็ ใจเธอจะแน่วแน่มั่นคง ไม่มีวันเสื่อมคลายเชียวหล่ะ แต่แย่หน่อยนะ ตรงที่เธอเป็นคนชอบเพ้อฝัน รักความหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีเท่าใดนัก แถมเป็นคนเอาอะไรก็จะเอาให้ได้ โดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไร เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่บางครั้งเจ้าหล่อนจะถึงขั้นขายเพื่อน หรือไม่ก็ขายตนเอง เพียงเพื่อยกตัวเองให้ไปถึงจุดสุดยอดตามที่ต้องการ


O คนกรุ๊ปเลือด โอ บุคคลผู้มีความสุขุมเยือกเย็น

อันที่จริงนิสัยทั่วไปของคนกรุ๊ปเลือด โอ ก็คล้ายนิสัยของผู้ชายทั่ว ๆ ไปนั่นแหละคือมีความสุขุมรอบคอบ ตัดสินใจด้วยเหตุผล เชื่อมั่นสมองมากกว่าหัวใจ ไม่ชอบเพ้อฝัน และค่อนข้างไปทางวัตถุนิยมหน่อย ๆ ดังนั้น คนที่มีเลือดกรุ๊ป โอ จึงมักเป็นบุคคล ที่มีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน แถมหน้าที่การงาน ก็มักจะดีเป็นพิเศษซะด้วย เช่น เป็นทนายความ เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี หรืออะไรก็ตามที่มีความมั่นคงมาก ๆ โดยปกติแล้ว คนกรุ๊ปเลือด โอ เป็นคนไม่ค่อยมีจินตนาการเท่าใดนัก ความคิดความอ่าน ตลอดจนการกระทำของพวกเขา จะตั้งอยู่บนรากฐาน ของความจริงเสมอ คือถ้าตาไม่ได้เห็น มือไม่ได้จับละก็ อย่าหวังว่าเขาจะยอมเชื่อ และคงเพราะเหตุนี้กระมัง พวกเขาจึงสามารถสร้างครอบครัวได้เป็นปึกแผ่น ไม่เหลวเป็นน้ำ เหมือนพวกชอบฝันกลางแดด แม้ว่าจะเป็นคนเค็มนิด ๆ ก็เถอะ แต่คนกรุ๊ปเลือด โอ ก็มีนิสัยโอบอ้อมอารี รักเพื่อนพ้อง เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี เป็นกำลังสำคัญ ของหน่วยงาน และเป็นที่รักใคร่ โปรดปรานของเจ้านาย

ส่วนหญิงที่มีเลือดกรุ๊ป โอ นั้น ก็เป็นคนที่จริงจังต่อชีวิตและความรัก ยินดีต่อการได้เป็นภรรยาและแม่เพราะเธอมีความคิดที่จะอุทิศร่างกาย และวิญญาณเพื่อคนที่เธอรักอยู่แล้ว เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าเข้าใจผิด คิดว่าผู้หญิงกรุ๊ปเลือด โอ จะใจง่าย มอบกายให้ใครเชยชมง่าย ๆ ตรงกันข้าม เธอเป็นคนรักนวลสงวนตัวจนบางครั้งถูกหาว่าโบราณคร่ำครึด้วยซ้ำ แต่ถ้าชายที่มารักเธอนั้น มีความเข้าใจ และหัวเก่าพอ ๆ กับเธอละก็ เขาจะเป็นคนที่โชคดีทีเดียวล่ะ ที่ได้หญิงที่มีความรักความจริงใจ อย่างเธอไปเป็นคู่ครอง


AB คนกรุ๊ปเลือด เอบี คนที่ไม่มีความแน่นอน

เวลาจะให้คนที่มีกรุ๊ปเลือด เอบี ตัดสินใจอะไรสักอย่าง เขามักจะทำให้เราผิดหวัง หรือไม่เข้าใจในตัวเขา อยู่เสมอ ทั้งนี้ ก็เพราะคนเลือดกรุ๊ป เอบี นั้น เป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว คิดมาก หรือไม่ก็คิดไกลจนคนอื่นตามไม่ทัน เป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดไม่อาจเดาใจได้ถูก คนกรุ๊ปเลือด เอบี เป็นคนแปลก เวลาที่ประสบความสำเร็จ เขาจะผยองลำพอง โอ้อวดความสามารถของตนไปทั่ว แต่ถ้าพบกับความผิดหวังแม้เพียงน้อยนิด เขาก็จะกลับกลายเป็นคนละคน ปิดประตูลั่นกุญแจ ตีอกชกหัวอยู่คนเดียว แม้ใครจะปลอบใยน ก็ไม่ยอมคลายความเศร้าโศก ซึ่งนิสัยประหลาดแบบนี้ แม้แต่เจ้าตัวของคนกรุ๊ปเลือด เอบี เองก็ให้คำอธิบายไม่ได้เหมือนกันว่า เพราะเหตุใดกันแน่ และเพราะความไม่เข้าใจตัวเองนี่แหละที่ทำให้บางครั้งก็เกิดปัญหา เช่น เขาไม่สามารถ ควบคุมอารมณ์ หรือความคิดของตนเองได้

แต่จะอย่างไรก็ตาม คนเลือดกรุ๊ป เอบี ก็เป็นคนมีใจเมตตา เห็นใจในความทุกข์ของผู้อื่นเสมอ และยินดีเสนอตัว เข้าช่วยแก้ปัญหาให้ แต่การช่วยเหลือของเขานั้น ออกจะน่ากลุ้มอยู่สักหน่อย คือเขาจะถือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ สมมติตัวเป็นเจ้าทุกข์ หรือเจ้าของปัญหาเสียเอง เรียกว่าถ้าจะให้ช่วยก็ยินดี แต่ต้องช่วยด้วยวีธีของฉันนะ ในด้านอารมณ์นั้น คนเลือดกรุ๊ป เอบี จัดว่าเป็นบุคคลประเภทอารมณ์รุนแรง รักใครก็รักสุดขั้วหัวใจ เกลียดใครก็เกลียด เข้ากระดูกดำไปเลย แต่ถึงกระนั้น คนกรุ๊ปเลือด เอบี ก็มีความเป็นอัจฉริยะอยู่ไม่น้อย เพราะเขามีสมองที่ปราดเปรื่อง สามารถประดิษฐ์ คิดค้นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่จะนำชื่อเสียงมาสู่เขาและวงศ์ตระกุลได้ แต่คนเลือดกรุ๊ป เอบี มักไม่ประสบความสำเร็จในการขอร้องใคร กล่าวคือ ถ้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือสักสิบครั้ง จะถูกปฎิเสธเสียเก้าครั้ง ทั้งนี้อาจจะเพราะ คนอื่นเขาเข็ดขยาด ในความไม่แน่นอนของแก ก็เลยขี้เกียจพาตัวเข้าไปข้องแวะด้วย ส่วนในด้านของความรักนั้น เนื่องจากคนกรุ๊ปเลือด เอบี ไม่ค่อยมีความจริงใจต่อเพศตรงข้ามเท่าใดนัก ความรักจึงไม่ค่อยยั่งยืนเท่าที่ควร 

นักร้อง

ใครที่อยากเป็นนักร้องนะค่ะ
ครีมมีเคล็บลับมาบอกว่า
ทำยังไงให้เป้นนักร้อง
มีอยู่ด้วยกัน 15 วิธีค่ะ
ลองดูนะค่ะ

1. อย่ากระทำการใดก็ก็ตามที่ทำให้รู้สึกระคายเคืองต่อเส้นเสียง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บคอ
2. เมื่อคุณต้องการหาที่เรียนร้องเพลง ลองสอบถามดูว่าอาจารย์ที่จะมาสอนคุณเป็นใคร มีความเกี่ยวข้องและความสามารถ ทางดนตรีและการร้องเพลงอย่างไร
3. ถ้าคุณมีเนื้อเสียงที่ฟังแล้วดูเพราะดี อาจไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นนักร้องได้
4. เมื่อคุณร้องเพลง แล้วรู้สึกว่า ทำไมนะ เนื้อเสียงของเราดูแปลกๆ ไม่หวานซึ้ง ไม่ใสปิ๊ง เหมือนใครๆ อย่าตกใจ จงภูมิใจในสิ่งที่ตนมี และพยายามทำให้สิ่งที่คุณมีนั้นดูมีค่าที่สุด ด้วยการร้องอย่างเป็นคุณเอง
5. สำหรับคนที่ต้องการร้องเพลงในสไตล์ป๊อป ไม่แปลกเลยถ้าคุณจะเรียนร้องเพลงในทาง classic ในทางตรงกันข้าม หากคุณฝึกร้องเพลงในทาง pop ได้ดี ก็เป็นพื้นฐานที่ดีในการนำคุณไปสู่การร้องเพลงในทาง classic
6. ไม่ควรสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ นอกจากทำให้คุณเป็นมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง ฯลฯ แล้ว มันยังทำลายเส้นเสียงของคุณอีกด้วย
7. ไม่ควรดื่มสุรา นอกจากทำให้คุณเป็นโรคตับแข็ง พิษสุราเรื้อรัง รวมไปถึงการที่คุณต้องเมาพับไม่เป็นท่าแล้ว การดื่มสุรา อาจทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณเส้นเสียงของคุณขยายมากจนเกินไป เมื่อใช้เสียงในช่วงเวลานั้น อาจทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตก และเกิดอาการเส้นเสียงอักเสบได้
8. ห้ามเด็ดขาดสำหรับการหันไปพึ่งยาเสพติด
9. ห้ามให้ใครทำอะไรกับเส้นเสียงของคุณเด็ดขาด แม้กระทั่งหมอ คุณก็ห้ามให้เค้าทำอะไรกับเส้นเสียงของคุณเด็ดขาด เพราะคุณอาจไม่มีเสียง หรืออาจร้องเพลงไม่ได้อีกเลย ถ้าเส้นเสียงของคุณเป็นอะไรไป หมอก็เป็นคน โอกาสผิดพลาดมีได้เสมอ แต่เรื่องเสียงไม่ควรให้ใครมาทดลอง หากพลาด นั่นคือหายนะของคุณเลยล่ะ
10. ห้ามตะโกนแหกปากเสียงดัง พวกนักร้องร็อค ไม่รู้ว่าคอทำด้วยอะไร ถึงสามารถทำได้ขนาดนั้น สำหรับปุถุชนธรรมดาทั่วไป ผมแนะนำว่า อย่าลอง!!
11. พยายามลืมไปได้เลยสำหรับเครื่องดื่มที่เย็นๆ คุณอาจชอบ (ผมก็ชอบ) เพราะเครื่องดื่มที่เย็นจัด ทำให้เส้นเสียงของคุณหดตัว การดื่มน้ำธรรมดา (น้ำไม่ร้อน-ไม่เย็น) ช่วยให้เส้นเสียงมีอุณหภูมิปกติ เหมาะแก่การใช้เสียงและร้องเพลง
12. อย่าพูดมาก....เดี๋ยวเส้นเสียงสึก
13. อย่าใช้ชีวิตอยู่ในที่ๆมีฝุ่นละอองมากๆ
14. อย่าไอแรงๆ หรือขากเสมหะแรงๆ เพราะอาจทำให้เส้นเสียงอักเสบได้ หากรู้สึกระคายคอจริงๆ ควรใช้วิธีกระแอมช่วยลดอาการระคายคอ
15. ถ้าอยากเป็นนักร้องนำ อย่าพยายามร้องในกลุ่มนักร้องประสานเสียงบ่อยๆ เพราะอาจทำให้ระบบการฟังของเราเสียไป เนื่องจากเราต้องฟังคนเสียงอื่นมากๆ ซึ่งร้องกันคนละแนวกับเรา โดยไม่ได้พัก
***หมายเหตุ : การร้องประสานเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนที่ชอบฝึกการร้องในแบบขั้นคู่ แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยฝึกได้การฟัง (Ear Training) ไม่ควรร้องในวงประสานเสียงบ่อยๆ เพราะอาจทำให้เกิดอาการหูเพี้ยนได้

วิธีลดความอ้วน

มาเรื่องใหม่ อันใหม่ และมีสาระกันต่อเลย
กับวิธีการลดความอ้วนแบบธรรมชาติ
เพราะปัจจุบันเราจะเห็นยา ตัวโน่น ตัวนี้ เข้ามาแล้วบอกว่า ลดความอ้วนได้จริง แต่เราจะรู้ไหมว่ายาเหล่านั้น มันมีสารอะไรบ้าง 
ครีมเลยเป็นห่วงคนทุกคนที่อยากลดความอ้วน เลยหามาให้อ่านและลองทำตามกันค่ะ...
มีให้เลือก 5 สูตรด้วยกัน ก็..เลือกปฏิบัติตามแต่ความถนัดของแต่ละคน แล้วกันนะค่ะ
1. ไม่กิน(ข้าว) มื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ

2.
อดอาทิตย์ละวัน เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก

3.
อดด้วยน้ำผลไม้ 3 วัน วิธีการคล้ายกับสูตรที่ 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด ติดต่อกัน 3 วัน

4.
อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน เริ่มจาก 2 วันแรกกินแต่ผลไม้ ต่อจากนั้นกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม

5.
กินเนื้อกับผัก สูตรนี้เข้าข่ายการกินแบบ พร่องแป้งหรือ โลว์-คาร์บ(Low-Carb)” คือกินได้ทุกอย่าง โดยแตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุด โดยกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อ 

 นี่แค่จิ๊บๆนะคะ ถ้าทำได้ เราเชื่อว่าทุกคนจะมีน้ำหนักที่ลดลงอย่างแน่นอนค่ะ ...
ขอขอบคุณที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น..

กินเจ

ก็มาเรื่องการกินกันดีกว่าเนอะ แต่ไม่ได้กินธรรมดานะ มันเป็นเทศกาลจร๊า นั้นก็คือ "เทศกาลกินเจ"นั้นเอง
ก็ครั้งนี้ เราจะมาหาวิธีการกินเจที่ถูกวิธี ควรที่จะกินยังไง เลือกแบบไหน แล้วแบบไหนที่ผิด มาดูกันได้ในนี้เลยจร๊า
ก็ถึงมันจะผ่านมาแล้ว แต่กินเจไม่ได้มีปีเดียวนี้เนอะ ก็ดูไว้เพื่อปีหน้า ก็จะได้กินเจกันอย่างถูกวิธี และ อร่อยๆๆๆ แถมอิ่มบุญด้วย
มาเริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ ...

                                  เห็นธงเหลืองตัวอักษรสีแดงปลิวไสวไปทั่วบ้านทั่วเมืองเช่นนี้ เป็นสัญลักษณ์ว่า เทศกาล "กินเจ" ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กินเจเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานถือได้ว่าเป็นเทศกาลบุญที่สืบทอดติดต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ไปจนถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน

เวลานั้นผู้คนจะพากันละเว้นการเบียดเบียน ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต งดเว้นการกินเนื้อสัตว์และหันไปรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ จึงนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการทำบุญได้ดียิ่ง

แต่ถ้าเป็นในเรื่องของสุขภาพ ขอบอกว่า ประโยชน์ของการกินเจมีอยู่เพียบ นั่นเป็นเพราะเมื่องดเนื้อสัตว์แล้วหันมาบริโภคพืชผักแทนจะทำให้ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมด จะทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปปกติ อวัยวะภายในอย่างหัวใจ, ไต, ม้าม, ตับ, ปอด, ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, กระเพาะปัสสาวะ, กระเพาะอาหาร, ถุงน้ำดี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เลือดจะถูกฟอกให้สะอาด เซลล์ในร่างกายก็จะเสื่อมช้าลง ผิวพรรณสดชื่นผ่องใส ทำให้ร่างกายต้านทานต่อสารพิษและรังสีต่างๆ ได้มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นกินเจยังสามารถป้องกันโรคอันไม่พึงประสงค์อย่างโรคมะเร็ง, โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, เส้นเลือดตีบ, ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต, โรคไต, ไขข้ออักเสบ, โรคเกาต์, โรคเบาหวาน รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบการย่อย การขับถ่าย และโรคทางเดินอาหารด้วย

แม้จะมีข้อดีเลิศประการใด แต่การกินเจก็อาจส่งผลข้างเคียงต่อผู้ที่สภาวะร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ เด็กเล็ก หรือสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะอาจจะได้รับสารอาหารไม่พอเพียง

ดังนั้นการกินเจได้อย่างมีคุณค่านั้น มีข้อแนะนำดังนี้

- ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม เนย หัวหอม กระเทียม กุยช่าย หลักเกียว และใบยาสูบ คนกลุ่มนี้ต้องเติมอาหารที่มีกรดอะมิโนทดแทน ประเภทถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ เป็นการเสริมสารอาหารจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก

- ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ไข่ หัวหอม กระเทียม หัวไชเท้า กุยช่าย พริกแดงแต่ดื่มนมแทน กลุ่มนี้นอกจากอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้งแล้ว ควรเสริมกลุ่มเกลือแร่และกินผักผลไม้ช่วยด้วยจะเป็นการดี

- ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์แต่กินไข่และนมเนยทุกชนิด ร่างกายของคนกลุ่มนี้จะยังได้รับสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนและแคลเซียมอย่างพอเพียง รูปแบบของการกินประเภทนี้เด็กที่ต้องการกินเจก็สามารถร่วมกิจกรรมได้

- อย่าเลือกรับประทานแต่ผักเพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบ จึงควรทานธัญพืช เช่น เมล็ดงา ลูกเดือย ลูกบัว หรือพืชตระกูลถั่ว หรือถั่วแปรรูปอย่างเต้าหู้ และพืชจำพวกที่เป็นหัวในดิน เช่น เผือก มัน กลอย ร่วมไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็น

- คนกินเจควรบันยะบันยังในเรื่องของการบริโภคแป้งในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงอาหารที่ผัด ทอดที่ใช้น้ำมันมาก กลายเป็นอาหารไขมันสูง เป็นที่มาของโรคอ้วนในที่สุด ทางที่ดีจึงควรเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ย่าง ยำ อบ

- ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด จากการใช้ซีอี๊วขาว เต้าเจี้ยว หรือเกลือแทนน้ำปลา เพราะอาจเป็นอันตรายต่อไตและความดันโลหิตสูงได้

- ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด เพราะจะส่งผลไปถึงอวัยวะต่างๆ ขมจัดส่งผลต่อหัวใจ เค็มจัดส่งผลต่อไต หวานจัดส่งผลต่อม้าม เปรี้ยวจัดส่งผลต่อตับ เผ็ดจัดส่งผลต่อปอด

- ควรรับประทานอาหารสดที่ปรุงใหม่ หรือผักสดผลไม้ มากกว่าของหมักดองหรืออาหารกระป๋องสำเร็จรูป

- ควรล้างทำความสะอาดพืช ผัก ผลไม้ที่นำมาปรุงอาหารเพื่อลดสารพิษที่อาจปนเปื้อน

อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่จะออกกำลังกายร่วมด้วยจะเป็นส่วนช่วยเสริมทำให้สุขภาพแข็งแรงได้ดียิ่งขึ้น


วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สังคมปัจจุบัน

อีกครั้งที่เราเจอกันแล้วนะ
ก็อยากจะบอกว่า
ใครที่ชอบประกวด ก็ควรจะต้องดูให้ดีๆแล้วละ ไม่ใช่ว่าจะไปดูในเน็ตอย่างเดียว
ไม่งั้นเดียวอาจจะโดนหลอกเอาได้
เพราะเราก็ดูได้จากหลายข่าวที่เราเห็นๆกันว่า มีคนโดนหลอกอย่างโน่น อย่างนี้ บ้าง เลยไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรปลอม
เพราะปัจจุบัน เราก็แยกกันรำบากว่า อันไหนเรื่องจริง อนไหนเรื่องเท็จ
มันยาก
แต่ว่า เราก็อยากจะเตือนทุกๆคนว่าให้ดูให้ดีๆ นะ
ปล.ด้วยความเป็นห่วง และหวงใย
จบ ^^

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เลือกคณะ ของศิลป์-ญี่ปุ่น

มาอันใหม่เราก็พูดแต่เรื่องใหม่นะ
คณะที่ทุกคนอยากเข้า คือคณะ อะไร???
แล้วเราเรียนสายนี้ เพราะอะไร เราชอบ หรือ เราไม่มีที่ไป???
เรามาอยู่สายญี่ปุ่น เราทำงานอัไรได้บ้าง
มาดูกันนะ...
เช่น มนุษย์ศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ พวกนี้จบไปก็ไปเป็น
นักแปล ล่าม นักเขียน อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับภาษา
แล้วถ้าญี่ปุ่นจะไปเป็นหมอได้ไหม??
ได้ดิ แต่เราต้องติว และอ่านหนังสือหนักมากกกก มากกว่าพวกที่เรียนสาย วิทย์-คณิต อีก เพราะ แค่ญี่ปุ่น เราก็ต้องใช้เวลาทั้งหมดท่องและอ่านอยู่แล้ว.. (ว่าไหม??)
แล้วใครอยากจะเป็นอะไรกันบ้างอ่ะ แต่ที่นี้ถ้าใครไม่รู้ก็สามารถเลือกได้ เพราะเราหามาให้พวกคุณนะ....^^
- อักษรศาสตร์
- นิติศาสตร์
- ครุศาสตร์
- รัฐศาสตร์
- นิเทศศาสตร์
- เศรษฐศาสตร์
- ศิลปกรรมศาสตร์
นี่ ยกตัวอย่างให้นะ .. เพื่อว่าไม่รู้ว่าจะเข้าอะไรดี..มีอีกอย่างนะ ลองอ่านดูก่อน

อนาคตของเด็กญี่ปุ่น ว่าเราจะเข้าอะไร??

จากระบบการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ด้วยระบบปัจจุบัน หรือ Admission 2553 นี้ มีลักษณะสำคัญ นั่นก็คือ
เพื่อนๆทุกคน จะต้องใช้ GPAX หรือเกรดเฉลี่ยรวม 6 ภาคเทอม ในระดับ ม.ปลาย 20 เปอร์เซ็นต์
การสอบวัดความรู้ความสามารถขั้นพื้นฐาน หรือ โอเนต 8 วิชา ในระดับ ม.ปลาย 30 เปอร์เซ็นต์
GAT (General Aptitude Test) และ PAT (Professional and Academic Aptitude Test) ขึ้นอยู่กับคณะที่ต้องการสอบเข้า
แต่อยู่ในระดับ 10 - 50% ซึ่งสามารถศึกษาได้ในภายหลัง

คณะในมหาวิทยาลัย ที่เพื่อนๆ สามารถเข้าศึกษาได้ ด้วยระบบแอดมิชชั่นกลางนี้ คือ
  1. กลุ่มอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ (รูปแบบทั่วไป) ซึ่งไม่จำเป็นว่า น้องจะต้องเรียนเอกภาษาญี่ปุ่น นะ
  2. คณะนิติศาสตร์
  3. สังคมสงเคราะห์
  4. รัฐศาสตร์ – รัฐกิจ /การปกครอง
  5. รัฐศาสตร์ – ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (การทูต)
  6. รัฐประศาสนศาสตร์ (แต่น้องต้องศึกษาความรู้เพิ่มเติม ทางด้านคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ระดับ ม.ปลาย ด้วย)
  7. สังคมวิทยามานุษยวิทยา
  8. นิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์
  9. ศิลปกรรมศาสตร์ (ต้องศึกษาความถนัดทางศิลป์ทั่วๆ ไปด้วย)
  10. ครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์
  11. การจัดการการท่องเที่ยว , การโรงแรม
  12. สถาปัตยกรรมศาสตร์ มัณฑนศิลป์ การวางผังเมือง
  13. เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ พาณิชยศาสตร์ และการบัญชี
  14. กลุ่มวิทยาศาสตร์การกีฬา
การสอบเข้าศึกษาในคณะต่างๆ นั้น มีหลายรูปแบบ นี้เป็นเพียงแนวทางสำหรับการศึกษาต่อเท่านั้น ซึ่งคาดว่า ในอนาคต การสอบเข้ามหาวิทยาลัย น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งอยางแน่นอน จึงขอให้เพื่อนๆ ทุกคน ศึกษารายละเอียดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด เพื่อผลประโยชน์สำหรับตัวเพื่อนๆ เอง ซึ่งในส่วนตัวของเราคิดว่า ระบบ PAT และ GAT หรือ แอดมิชชั่นปี 53 นี้ ยังไม่ใช่ระบบที่ดีพอ แน่นอนว่า จะต้องถูก complain อีกมากแน่ และท้ายที่สุด ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน จึงขอให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และคณะ ที่ได้นำเสนอนี้ เป็นคณะที่ สาย ศิลป์ภาษา สามารถเข้าศึกษาได้อย่างแน่นอน
หวังว่าจะได้ประโยชน์จากบล็อกเรานะ ^^
เม้นให้เราด้วย ^^ ขอบคุณ..

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ติดตาม-วิเคราะห์ข่าวกันได้ ที่นี่นะค่ะ...

โอเคค่ะ อันนี่อันที่2แล้วนะ จาส่งอาจารย์ ^^
เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะ
จากฝนเข้าหนาว ปีนี้เราเจอแต่อุทกภัยทั้งนั้นเลยว่าไหมค่ะ?
ถึงตอนนี้ ภาคเหนือจะเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่ทว่าทางภาคอีสานน้ำก็ยังจะคงท่วมอยู่
เริ่มจากฝนกันเลยดีกว่าเนอะ???...
จังหวัดไหนที่น้ำคลั่งมากๆเนี่ย ตอนนี้ก็ได้ส่งกลิ่นที่ไม่อันพึงประสงค์แล้ว(กลิ่นเหม็นนั้นเอง)
คิดกันดูดีๆนะค่ะ ว่าปีนี้น้ำมันท่วมใช่ไหม ท่วมถึงขนาดที่ว่า เขื่อนทุกเขื่อนน้ำล้นหมดแล้ว แต่ว่า ได้มีข่าวไว้ว่า
ปีหน้านั้นน้ำจะขาดแคลน  = =" เอ๊ะ!! น้ำมันจะขาดได้ไง ในเมื่อปีนี้ "น้ำท่วมหนักมาก" = =*ให้ทุกคนช่วยประหยัดน้ำ
โอเค ดิฉัน ไม่เถียงที่ให้ทุกคนนั้นช่วยกันประหยัดน้ำ... แต่ข่าว มันแค่แปลกๆเท่านั้น.. (ว่าไหมละค่ะ)
มาอีกข่าวกันดีกว่าเนอะ....  เห็นข่าวออกหนังสือพิมพ์ว่า ภาคใต้กำลังเจอกับมรสุมใหญ่ ยังไงก็ขอเอาใจช่วย คนทุกภาคเลยนะค่ะ
ดิฉันก็ขอให้ ทุกคน ทุกท่าน ที่ประสบภัยในตอนนี้ จงได้ปลอกภัยจากโรคร้ายต่างๆด้วยนะค่ะ....
มาต่อกันที่หน้าหนาวค่ะ  รู้สึกปีนี้จะหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา เราสังเกตุดูได้นะ เคยสังเกตุไหมว่า แค่บ่ายกว่าๆก็มืดแล้ว เนี่ยแหละค่ะ มันก็เหมือนสัญญาณเตือนให้ได้รู้ปีนี้จะหนาวกว่าทุกปีจริงๆ(แต่ดิฉันไม่รู้ว่า จะหนาวสักเท่าไหร่นะค่ะ)
ภาคเหนือตอนนี้หนาวมากแค่6-12องศาเอง แต่เมื่อเช้า สมุทรปราการ อุณหภูม แค่22องศา ก้ถือว่าใช่ได้นะค่ะ...
ยังไง แต่ละภาคไม่ว่าจะหนาว ไม่ว่าจะโดนน้ำท่วมก็ขอให้รักษาสุขภาพกันด้วยนะค่ะ
ปล. สิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้เขียนไปโดยไม่เหมะสม แต่นี้คือ การวิเคราะห์ข่าว ของดิฉันเองค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเม้นนะ ....^^